เรื่องน่ารู้
บทสัมภาษณ์จาก
ซีพี เอ็ดดูเคชั่น
คำแนะนำจาก
เมนทอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล
เคล็ดลับการสอบ IELTS จากสถาบัน IDP 3 คำ จำให้แม่น เกร็ดควรรู้ในต่างแดน
เคล็ดลับการสอบ IELTS จากสถาบัน IDP

IDP Education Services.Co.,Ltd.
Mr.DAVID PARK


ส่วนใหญ่ที่สอบ IELTS ไม่ผ่าน เพราะตื่นเต้น, ประหม่า, อ่านไม่เข้าใจคำถาม เมื่อต้องพูดกับ
อาจารย์ฝรั่ง จึงขาดการลื่นไหลในการพูด

เรื่องไวยกรณ์ และการออกเสียงภาษาอังกฤษ เด็กไทย
ไม่แพ้ชาติอื่นจากประสบการณ์การสอน และการสอบ
IELTS “DAVID PARK แห่ง IDP Education”พบว่า ปัญหาหลักที่ทำให้การสอบวัดระดับภาษาอังกฤษของ
เด็กไทยไม่ผ่านในเรื่องของการเขียนอีกเรื่องคือ
ขาดการวางแผน

เวลาการสอบ มี 1 ชั่วโมง ต้องทำ 2 ส่วนควรใช้เวลาตรงนี้ 20 นาที ในส่วนแรก และส่วนที่ 2 เป็นการเขียนแสดงความคิดเห็น เด็กควรจะใช้เวลาประมาณ 40 นาที แต่ที่ผ่านมาเด็กส่วนใหญ่จะไม่วางแผนล่วงหน้า อ่านเสร็จก็
เขียนเลย พอเขียนแล้วก็เริ่มนอกเรื่อง ควรใช้เวลาสัก 10 นาที เพื่อวางแผนจะเป็นตัวช่วยทำให้เขียนได้ตรงคำถามมากกว่า เพราะเขียนมากแต่ตอบไม่ตรงคำถามก็ไม่ได้คะแนน

ส่วนการพูดนั้น ต้องมีความคล่องของการไหลลื่นในการพูดไวยกรณ์, การใช้คำศัพท์, และการออกเสียงในเรื่องของการใช้ไวยกรณ์ หรือคำศัพท์เด็กไทยเรียนรู้มาได้ค่อนข้างดีติดอยู่ที่ความคล่องหรือไหลลื่นในการพูด เพราะเมื่อมี
อาจารย์ฝรั่งสัมภาษณ์เด็กจะตื่นเต้น ขณะที่พูดถ้าอาจารย์ไม่มองหน้าเพราะต้องดูคู่มือ เด็กก็จะยิ่งขาดความมั่นใจ และคิดว่าพูดผิด เลยเครียด พูดสะดุด ทั้งที่ ความคล่องในการพูดนั้น เป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ได้คะแนน

“ขอแนะนำว่า อย่าเครียด อย่าประหม่าการสอบ IELTS เป็นเรื่องของการวัดระดับในการใช้ภาษา ต้องมีความสามารถ 70 เปอร์เซ็นต์อีก 30 เปอร์เซ็นต์เป็นความมั่นใจ 30 ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเก่ง แล้วไม่มั่นใจก็อาจจจะสอบไม่ผ่านได้เหมือนกัน”

คุณพรทิพย์ แซ่เจ็ง
IELTS Co-ordinator
“อยากให้กำลังใจแก่ผู้ที่มีปัญหาในการสอบ IELTS ว่า การสอบประเภทนี้ เป็นเพียงการสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ ดังนั้นจึงไม่ต้องกลัว เพราะไม่มีการตก เพียงแต่ว่า ผลที่สอบได้อยู่ในระดับที่เท่าไหร่ เพราะมีตั้งแต่ 1-9 ระดับ และตรงกับที่ต้องการจะเอาไปใช้หรือไม่

ส่วนใหญ่ในการเรียนปริญญาโท จะต้องการ IELTS 6.5 ขึ้นไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับสาขาวิชาที่จะเรียน และมหาวิทยาลัยด้วย

“ การสอบ IELTS มี 2 แบบ คือ แบบ academic กับ แบบ general training

academic เหมาะสำหรับคนที่เอาไปเรียนต่อ แนวข้อสอบจะเป็นเชิงวิชาการมากกว่า แต่ general training เน้นการใช้ชีวิตประจำวัน เหมาะสำหรับคนที่เอาไปทำงาน ซึ่งทั้ง 2 แบบ ในส่วนของ การฟัง และการพูด จะเหมือนกัน เป็นข้อสอบชุดเดียวกัน ต่างกันตรงการอ่านและการเขียน

สอบการอ่าน แบบ academic จะเน้นวิชาการมากกว่า เนื่องจากเป็นการเอาไปใช้ในด้านการศึกษาซึ่งต้องอ่านหัวข้อข้อมูลวิชาการ งานวิจัยได้ ดังนั้นข้อสอบก็จะเป็นอีกอย่างหนึ่ง

ส่วนข้อสอบการอ่าน แบบ general training หัวข้ออาจจะเกี่ยวกับการใช้ชีวิตประจำวันทั่วไปเช่น การเขียนเมมโมในที่ทำงาน หรือประกาศเช่าบ้าน

สำหรับความต่างการสอบข้อเขียนแบบ academic จะมีการเขียนบรรยายกราฟ หรือตาราง เพราะถ้าไปเรียนต่อเวลาทำรายงานก็ต้องมีการทำกราฟตารางพวกนี้ แต่ว่าถ้าเป็นแบบ general training อาจจะเป็นการเขียนจดหมายซึ่งต่างกันตรงที่ใช้ในชีวิตประจำวัน กับวิชาการ “

 

TOP

สถาบันการศึกษา