ญี่ปุ่น (Japan)
     เที่ยวญี่ปุ่นได้ตลอดทั้งปี มีมากกว่า “โตเกียว-โอซากา”
     เมื่อได้ไปเที่ยว ญี่ปุ่น นักท่องเที่ยวไทยจะนึกถึง “ดอกซากุระ” และการได้ไปกรุงโตเกียวหรือภูเขาไฟฟูจิ ก็นับว่า ได้ถึงญี่ปุ่นแล้ว โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงฤดูที่ดอกซากุระบาน ประกอบกับเป็นฤดูที่โรงเรียนปิดเทอมของไทย เทศกาลสงกรานต์ มีวันหยุดยาวติดต่อกันมาก ถ้าไม่ไป “สวิส” ก็จะเลือกมาเที่ยวญี่ปุ่น แนวโน้มเที่ยวญี่ปุ่นจึงแน่นในช่วงนี้
     เส้นทางยอดนิยมของญี่ปุ่น จึงเป็นเส้นทางโตเกียว-โอซากา เป็นส่วนใหญ่ ญี่ปุ่นมีแหล่งท่องเที่ยวมากกว่านี้
     การท่องเที่ยวญี่ปุ่น พยายามชี้ให้เห็นว่าสภาพภูมิประเทศและอากาศของญี่ปุ่นนั้น สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ที่อยากแนะนำคือ เกาะคิวชู ทางใต้ กับเกาะฮอกไกโด ทางเหนือสุด
เที่ยวได้ทุกเมืองกับรถไฟชินคันเซน
     เมืองฟุกุโอกะ เป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนนานาชาติกับเอเชียมีชื่อเสียงด้านสิ่งทอ ห่างจากโตเกียว 6 ชั่วโมงโดยทางรถไฟชินคันเซน หรือ 3 ชั่วโมง จากชินโอซากาสู่คิวชู สถานที่เที่ยวในเมืองมีพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชียฟุคุโอกะ และศาลเจ้าดาไซฟุ ห่างจากเมืองฟุกุโอกะเพียง 20 นาทีโดยทางรถยนต์ มีแหล่งโบราณคดีและเทศกาลฮะกะตะ ดงทะกุและเทศกาลยะมะงะซะ ที่มีชื่อเสียง
     เมืองนางาซากิ เป็นเมืองท่าแห่งเดียว ที่โชกุนโตคุกะว่าได้เปิดทำการค้ากับต่างประเทศ ระหว่างปี 1639-1859 จึงมีบ้านพักชาวต่างชาติ ที่สร้างเป็นอาคารแบบตะวันตกโกเวอร์การ์เด้น โบสถ์คาทกลิคโออุระ และ สวนสันติภาพนางาซากิ เป็นอนุสรณ์สถาน ที่สร้างบนศูนย์กลางของเป้าโจมตีโดยระเบิดปรมาณูลูกที่ 2 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากฮิโรชิมาเพียง 3 วัน เฮ้าส์เท็นบอช เป็นรีสอร์ทสวนสนุกที่สร้างแบบเนเธอร์แลนด์ มีทุ่งทิวลิปและดอกไม้สวยงามมาก
     อุทยานแห่งชาติอุนเซน ห่างจากเมือง นางาซากิ 2 ชม.โดยทางรถยนต์ มีภูเขาอุนเซนและแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติบนที่ราบสูงและชายทะเล
     เมืองซะงะ อยู่ติดกับนางาซากิ เป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาอะริตะยะคิ ที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น


     เมืองคุมะโมโต้ ห่างจากสถานีฮะคะตะเพียง 1.30 ชม. โดยรถไฟด่วน มีปราสาทคุมะโมโต้ สวนซุยเซนหยิเป็นประตูสู่อุทยานแห่งชาติอะโซะ คุหยิ ซึ่งเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟอะโซะ ที่ใหญ่ที่สุดในโลกและภูเขาคุหยิ
     เมืองเบปปุ ตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลตะวันออกของเกาะคิวชูเป็นเมืองแห่งบ่อน้ำแร่ที่เป็นบ่อโคลน (หลากสี) จัดเป็นเมืองที่มีรีสอร์ทน้ำแร่มากที่สุด นักท่องเที่ยวสามารถลองแช่น้ำแร่หลายหลากชนิดได้
     เมืองน้ำพุร้อนยุฟุอิน ก็อยู่ในจังหวัด โออิตะไม่ไกลจากเมืองเบบปุ อยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่ งดงามและเป็นเมืองต้นแบบที่รวมกลุ่มผลิตสินค้าหนึ่งหมู่บ้านหนึ่งผลิตภัณฑ์ ออกจำหน่ายและประสบความสำเร็จด้านการท่องเที่ยวด้วย ฮอกไกโด เป็นเกาะใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ถือเป็นสวรรค์ของธรรมชาติ สามารถจะท่องเที่ยว ได้ตลอดปีมีทั้งภูเขา ที่ราบสูง แม่น้ำ ทะเลสาบ บ่อน้ำพุร้อน และชายฝั่งทะเล มีเมืองซัปโปโรเป็นศูนย์กลางทางด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจและการเมือง รวมทั้งการเดินทางไปโตเกียวและโอซากา มีสวนสาธารณะโอโดริซึ่งเป็นที่จัดแสดงงานเทศกาลหิมะที่มีชื่อเสียง สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเข้ามาชมงานในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี
     เมืองฮะโคดาเตะ เป็นเมืองท่าชายทะเลอยู่ทางใต้สุดของเกาะฮอกไกโด สามารถไปถึงโดยทางรถไฟจากเมืองอะโอโมริในเกาะฮอนชู หรือทางรถไฟจากซัปโปโร ในยามเช้าจะมีตลาดสดขายอาหารทะเลสดๆ ให้ชิม ยามสายเที่ยวชมโบสถ์และป้อมปราการโบราณ ยามเย็นนั่งกระเช้าลอยฟ้าขึ้นไปบนเขาฮะโคดาเตะ ชมทิวทัศน์ยามราตรีที่สวยงาม
     เมืองอะซะฮิกะวะ ตั้งอยู่ใจกลางเกาะ ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองซัปโปโร ใช้เวลาเดินทางประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งโดยรถไฟด่วนจากเมืองซัปโปโร และจากเมืองอะซะฮิกะวะไปทางตะวันออกจะมี อุทยานแห่งชาติไดเซทจึซัง ซึ่งมีบ่อน้ำแร่โซอุนเคียว ให้เพลิดเพลินในฤดูใบไม้เปลี่ยนสี
     ถ้าต่อรถไฟลงไปทางใต้ของเมืองนี้ เป็น เมืองท่องเที่ยวฟูระโน่ มีทุ่งดอกลาเวนเดอร์ที่กว้างใหญ่ไพศาลสวยงามมากในฤดูร้อนและมีสกีรีสอร์ทชั้นดีให้เพลิดเพลินกับการเล่นสกีในฤดูหนาว




เแอลป์ญี่ปุ่น “หิมะฤดูร้อน”
     กำแพงหิมะ ณ หุบเขาแอลป์ญี่ปุ่น-ทาเทยาม่า ปีหนึ่งไปได้ช่วงเดียวเท่านั้น คือ ช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม เป็นช่วงที่น้ำแข็งหิมะที่อื่นละลายไปหมดแล้ว คงเหลือแต่ที่ยอดเขาที่นี่ที่เดียว จนถูกเรียกกว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวหิมะน้ำแข็งฤดูร้อน
     ที่นี่มีป่าสนดึกดำบรรพ์ ที่มีอายุกว่า 1,000 ปี เสน่ห์แห่งทุ่งราบเขียวขจีแซมสลับด้วยสีสันของ ดอกไม้ที่แข่งกันบานอวดสีสันสวยงามของช่วงฤดูร้อนที่สดใส
     บนยอดดอยสูงจุดชมวิวสูงที่สุดของเส้นทางนี้ มองเห็นทะเลสาบน้อยใหญ่ ทะเลเมฆ ขอบฟ้าแสนสวย ทัศนียภาพความงามของบรรยากาศฤดูดอกไม้บานสีสันสวยงาม นับเป็นช่วงเวลาแสนคลาสสิก
     ช่วงปลายเมษายน-ต้นมิถุนายน จะได้สัมผัสความงามด้วยการลัดเลาะซอกกำแพงน้ำแข็ง (Ice Wall) สูงกว่า 20 เมตร นับเป็นธรรมชาติ แสนมหัศจรรย์ยิ่ง นั่นคือสิ่งที่น่าสนใจและสร้างความตื่นเต้น จากการได้สัมผัสความหนาวเย็นในฤดูร้อน
     ระหว่างเดินทางผ่านกำแพงหิมะสูงตามถนนสายนี้ไปสู่ยอดเขา กำแพงหิมะทั้งสองข้างเป็นถนนเชื่อมต่อระหว่างหมู่บ้าน หิมะตกมาทับถนนจนไม่สามารถสัญจรได้ แต่หลังจากหิมะหยุดตกและน้ำแข็งเริ่มกดตัวแข็ง ชาวบ้านก็ช่วยกันเจาะตรงกลางให้เป็นถนนกำแพงหิมะ เพื่อให้รถและคนเดินผ่านได้
     ระดับความสูงของเทือกเขานี้ ได้เปิดโอกาสให้ได้ศึกษาสภาพแวดล้อมของธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นช่วงๆ เริ่มจากธารน้ำที่มองเห็นได้จากรถกระเช้าที่ลอยสูงขึ้นไปจนถึงสถานีที่ 2 จะเปลี่ยนมานั่งรถนำเที่ยวระบบยูโร 4 ที่อนุรักษ์ สิ่งแวดล้อมไร้มลพิษจะนำผ่านป่าที่อนุรักษ์ไว้เช่นกันด้วยการไม่ทำลายภูเขา
     ช่วงนี้อากาศเริ่มหนาวถึงขั้นหิมะตก จนเห็นแต่หิมะขาวโพลนไปหมด เหมือนกำลังอยู่กลางขั้วโลกเหนืออย่างนั้นเลย
     อากาศหนาวที่นี่ไม่ได้เย็นจัดจนปวดตัวเหมือนฤดูหนาวที่ผ่านมา แต่คนเอเชียเมืองร้อนก็ต้องระดมชุดเสื้อกันหนาวใส่ 3 ชั้นก็ยังไม่รู้สึกว่าอุ่น บางคนผิวหน้าบางหน้าลอกกันเลยทีเดียว ต้องทาครีมป้องกันผิวหนังกันเป็นที่สนุกสนาน...
     ตลอดเส้นทางของการเดินทางที่สวยงามไปสู่หุบเขาแอลป์ญี่ปุ่น “ทาเทยาม่า” (JAPAN ALPS TATEYAMA) นี้ ทุกอย่างล้วนแต่ทันสมัยและไร้สารที่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม...


อย่าอาย“ออนเซน”ดีกับสุขภาพ
     เมืองเบปปุ จังหวัดฟุกุโอกะ เกาะคิวชู เป็นแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศญี่ปุ่น เชื่อกันว่ามีประสิทธิภาพในการรักษาโรคต่างๆ เมืองภูเขาไฟนี้ มีบ่อน้ำพุร้อนพุ่งขึ้นสูงกว่า 20 เมตร บ่อเก่าแก่ที่สุดพุ่งทุก 35 นาที ลึก 120 เมตร และร้อนถึง 98 องศาเซลเซียส...
     “ออนเซน” หรือการแช่น้ำแร่ ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าจะทำให้ผิวพรรณดี สุขภาพดีและผ่อนคลายความเมื่อยล้าจากการเดินทางได้
     แต่วิธีการอาบน้ำของชาวญี่ปุ่นนี่สิ ต้อง “แก้ผ้า” ออกให้หมด ทำเอาคนไทยต้องคิดหนักด้วย “ความอาย” ถ้าจะให้ลงไปอาบน้ำรวมและเปลือยอย่างญี่ปุ่น เห็นทีจะต้องปฏิเสธ แม้หลายคนจะสำทับว่า
     “ออนเซนเหรอ”
     “อาย....ไม่กล้า”
     น่าเสียดาย มาทั้งทีถ้าไม่ได้แช่น้ำพุร้อนแบบออนเซน ก็มาไม่ถึงญี่ปุ่น แม้คนญี่ปุ่นจะถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา คนไทยไม่ได้อายคนญี่ปุ่น แต่อายคณะคนไทยที่ไปด้วยกัน บางคนก็แอบมาตอนดึกๆ ไม่ก็ช่วงที่นักท่องเที่ยวไทยออกไปช็อปปิ้งหรือกินข้าวเย็น แต่ก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
     ออนเซนที่มีอยู่นี้ ส่วนใหญ่จะเป็นที่อาบน้ำรวมแยกชายและหญิงชัดเจน มีทั้งแบบถังอาบได้ครั้งละ 4 คน และที่เป็นสระทั้งภายในและภายนอกสถานที่ แบบอาบน้ำแร่เย้ยฟ้าท้าดินก็มี อยู่ในบ้านก็มี
     บ้านไหนมีบ่อน้ำแร่ต้องแบ่งเพื่อนบ้านอาบด้วยเป็นกฎกติกามารยาท บางแห่งเสริมด้วยสมุนไพร มีน้ำวน มีเกลือ แล้วแต่ความนิยมชมชอบ เพื่อดึงดูดลูกค้า ที่เมืองเบปปุนี้ น้ำแร่จะเป็นน้ำแร่ธรรมชาติ ไม่มีเจือปน
     เมื่อได้แช่น้ำแร่แล้ว จะรู้สึกว่า ร่างกายแข็งแรงและกระชุ่มกระชวยขึ้นมาก รู้สึกดี สบาย น้ำแร่จะปรับอุณหภูมิภายในร่างกาย ให้ดีขึ้น เวลาลงแช่น้ำแร่แล้ว จะทำให้นอนหลับสบาย ความร้อนข้างในร่างกายจะอุ่น เวลาอยู่ในน้ำก็เดินออกกำลังพร้อมกันไปด้วย
     มาที่เมืองเบปปุ ได้อาบน้ำแร่เพื่อ สุขภาพแห่งเดียวก็คุ้มค่า...
     เริ่มแรกที่สัมผัสกับน้ำแร่ ต้องเอาเท้าลงไปแช่ก่อน...แต่โห...ร้อนมาก ชักกลับแทบไม่ทัน พอชินกับความร้อนแล้วลงไปแช่ได้ทั้งตัวเลย สบายมาก ผ่อนคลายดี
     บริเวณที่มีภูเขาไฟอย่างภูเขาไฟ อะโสะ คุกรุ่นอยู่ใจกลางเกาะคิวชูที่ห้อมล้อมไปด้วยทุ่งหญ้าเขียวขจี ป่าไม้ ทะเลสาบ น้ำพุร้อน เป็นภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดของเกาะคิวชู
     ไปเที่ยวญี่ปุ่นต้องไปให้ถึง...เพื่อสุขภาพ ต้องลืมอาย แก้ผ้าออนเซน แช่น้ำแร่ธรรมชาติ สักครั้งก่อนกลับเมืองไทย...


“ฟุกุโอกะ” ประตูสู่ญี่ปุ่น
     “ฟุกุโอกะ” เป็นเมืองท่าที่มีความสำคัญของญี่ปุ่น ตั้งอยู่บนเกาะคิวชูทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น มีที่ตั้งอยู่ใกล้กับชายฝั่งของแผ่นดินใหญ่ทั้งจีนและเกาหลี ทำให้ฟุกุโอกะเป็นศูนย์กลางทางการค้าที่สำคัญของภูมิภาคนี้ ทั้งยังมีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมเกิดขึ้นมากมายจนทุกวันนี้
     “ฟุกุโอกะ” มีมนต์เสน่ห์แห่งวัฒนธรรมญี่ปุ่นรวมถึงพุทธศาสนาและศาลเจ้าในลัทธิชินโตอันเงียบสงบ สวนอันร่มรื่นและสถานที่ที่น่าสนใจอื่นๆ อีกมากมาย
     ฟุกุโอกะมีที่ตั้งอยู่ติดกับทะเลเก็งไคจึงทำให้สภาพอากาศกำลังสบายไม่ร้อนไม่หนาวจนเกินไป มีฝนตกปานกลาง อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 16.3 องศาเซลเซียส
     เที่ยวชมบรรยากาศใน “เฮ้าส์เท็นบอช” ที่ได้รวบรวมเอาสถาปัตยกรรม สิ่งปลูกสร้าง คูน้ำ หอนาฬิกา กังหันลม และศิลปกรรมขนานแท้ของเนเธอร์แลนด์ไว้ด้วยกัน
     นอกจากนี้ยังมี “สวนสนุก” ที่มีเครื่องเล่นมากมายให้เลือกสรร สิ่งที่เป็นไฮไลท์ของหมู่บ้านแห่งนี้ คือ “ทุ่งดอกทิวลิปและดอกไม้นานาพรรณ”
     “ศาลเจ้าดาไซฟุ” วัดชินโตเก่าแก่เป็นที่ สิงสถิตของเทพเจ้าแห่งความรู้ จึงมีนักเรียน นิสิต นักศึกษามากราบไหว้ขอพรเพื่อการศึกษาไม่เว้นในแต่ละวัน ที่วัดแห่งนี้มีต้นบ๊วยหลายพันธุ์กว่า 6,000 ต้น มีอยู่หนาแน่นทั่วทุกแห่งภายในวัดให้บรรยากาศร่มรื่น
     “ศาลเจ้าคุชิดะ” ตั้งอยู่ในย่านนากาสุ จุดเด่น อยู่ที่ความสวยงามของหลังคาที่มีความลดหลั่นกันราวกับเกลียวคลื่น ซึ่งถือเป็นตัวอย่างของศิลปวัฒนธรรมโบราณแบบชินโตดั้งเดิม
     จากนั้นไปชม “ฟุกุโอกะ ทาวเวอร์” หอคอยเรือนกระจกเพียงแห่งเดียวของประเทศญี่ปุ่นที่สร้างขึ้นบนแผ่นดินที่เกิดจากการถมทะเล นำท่านสู่จุดชมวิวบนความสูง 230 เมตร สามารถมองเห็น ทั้งทัศนียภาพของเมืองฟุกุโอกะและวิวทะเลญี่ปุ่นด้านทิศเหนือ อีกทั้งยังสามารถชื่นชมกับหาดทราย ซึ่งเกิดจากการถมทะเลได้อย่างแนบเนียน
     ฟุกุโอกะเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ด้วย “ไร่ผลไม้” ให้คุณได้สัมผัสกับธรรมชาติและสวนผลไม้ และเก็บผลไม้กันแบบสดๆ จากไร่ได้ตามฤดูกาล
     ที่นี่ สามารถนั่งรถไฟหัวกระสุนชินคันเซนสู่เมืองฮิโรชิมาได้...


หมู่เกาะญี่ปุ่นมีเกาะใหญ่ที่สำคัญ 4 เกาะ คือ ฮอกไกโด ฮอนชู ชิโกกุ และ คิวชู
     ภูมิประเทศ ร้อยละ 71 เป็นภูเขา มีพื้นที่ราบเพียงร้อยละ 25 เป็นพื้นที่ทางการเกษตรเพียงร้อยละ 11 ญี่ปุ่นมีภูเขาไฟมากประมาณ 1 ใน 10 ของโลก โดยมีภูเขาไฟฟูจิเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศ (3,776 เมตร) เป็นภูเขาไฟที่สงบอยู่แต่ยังไม่ดับ ทำให้มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นเสมอ
     พื้นที่ ประมาณ 377,835 ตร.กม.
     ประชากร ประมาณ 126.97 ล้านคน มีประชากรมากที่สุดอันดับ 8 ของโลก
     ภาษา ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาราชการ
     เมืองหลวง กรุงโตเกียว
     ภูมิอากาศ มี 4 ฤดู ที่แตกต่างกันชัดเจน คือ ฤดูใบไม้ผลิ เดือนมีนาคม-พฤษภาคม อากาศอบอุ่น ฤดูร้อน เดือนมิถุนายน-สิงหาคม ลักษณะอากาศร้อนชื้น มีช่วงฤดูฝนสั้นๆ 1 เดือน ในช่วงต้นฤดู
ฤดูใบไม้ร่วง เดือนกันยายน-พฤศจิกายน อากาศอบอุ่น มีพายุไต้ฝุ่นมากในช่วงเดือนกันยายน และ ฤดูหนาว เดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ อากาศหนาวมีหิมะตกมากทางภาคเหนือและฝั่งทะเลญี่ปุ่น ส่วนทางใต้และฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก อากาศจะอบอุ่น
    เสื้อผ้าที่ควรเตรียมไป ฤดูใบไม้ผลิ และใบไม้ร่วง เตรียมแจ๊คเก็ตและสเวตเตอร์กันหนาว ฤดูร้อน ให้เตรียมเสื้อผ้าบางเบา แขนสั้น ฤดูหนาว จำเป็นต้องมีเสื้อคลุมโอเวอร์โค้ท และแจ๊คเก็ตชนิดหนา
    ที่สำคัญเตรียมถุงเท้าติดตัวไปด้วย เพราะมีบ่อยครั้งจำเป็นต้องถอดรองเท้าออก เช่น ตามภัตตาคารญี่ปุ่นบางแห่ง หรือเมื่อก้าวเข้าบริเวณชานหน้าบ้านของชาวญี่ปุ่น

 

    เงินตรา คิดง่ายๆ 100 เยน เท่ากับ 30 บาทไทย เช็คเดินทางแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ที่โรงแรมและธนาคารต่างๆ ส่วนบัตรเครดิตใช้ได้ตามร้านค้าเกือบทุกแห่งในเมือง
    ที่พัก มีที่พักมากมาย สะดวกสบายและทันสมัย ถ้าเป็นโรงแรม 5 ดาว จะมีมากในแหล่งดาวน์ทาวน์
    โทรศัพท์ โทรศัพท์สาธารณะในญี่ปุ่นมีอยู่แทบทุกแห่ง ติดต่อได้ทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ ใช้แบบบัตรโทรศัพท์สะดวกที่สุด
    การเดินทาง ผู้ถือหนังสือเดินทางไทยต้องขอรับการตรวจลงตรา (visa) ประเภทที่ถูกต้องก่อนเข้าญี่ปุ่น ยกเว้นผู้ถือหนังสือเดินทางทูตและราชการ การเดินทางโดยเครื่องบินตรงจากไทย ใช้เวลาประมาณ 6-7 ชั่วโมง

ไฟฟ้าและปลั๊กไฟ
ใช้ไฟฟ้ากระแสสลับ 100 โวลต์ แต่มีความถี่ 2 ขนาด คือ ภาคตะวันออก เช่น โตเกียว นิกโก้ โยโกฮามา ความถี่ 50 เฮิรตซ์ (ใช้ปลั๊กแบบ A) ภาคตะวันตก เช่น เกียวโต โอซาก้า นารา ความถี่ 60 เฮิรตซ์ (ใช้ปลั๊กแบบ B) และ โรงแรม ในเมืองมีปลั๊กไฟ 2 ระบบ คือ 110 และ 220 โวลต์ ให้ใช้แต่เต้าเสียบชนิด 2 ขาแบน (แบบ A) เท่านั้น

กรณีฉุกเฉิน...ติดต่อ
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว
(ใกล้สถานีรถไฟ Meguro)
โทร.033-447-2247
กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ
โทร.0-2575-1046-51