ออสเตรเลีย (Australia)
     “ออสเตรเลีย” ถือได้ว่าเป็นประเทศที่คุ้นเคยสำหรับคนไทย แต่สำหรับกลยุทธ์ด้านการตลาดเพื่อชักจูงให้ไปท่องเที่ยวอีกนั้น เป็นสิ่งที่หยุดนิ่งไม่ได้ การปรับกลยุทธ์ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ในปีนี้ สำนักงานท่องเที่ยวออสเตรเลียประจำประเทศไทยได้ปรับกลยุทธ์หลัก 3 ใน 13 จุดเด่นของออสเตรเลีย ไว้สำหรับแผนงานปีนี้ ด้วยอาหารกิน กุ้งมังกร จับปูทะเล ชิมไวน์ ช็อปปิ้งมหานครและธรรมชาติที่งดงามแปลกตากว่าที่ใดๆ ในโลกในพื้นทวีป ริมฝั่งแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย...
     ออสเตรเลียมีความหลากหลายในการท่องเที่ยวเพราะเป็นทวีปที่ใหญ่และแตกต่างไปตามภูมิภาค อย่างแรกคือการเที่ยวมหานครอย่างซิดนีย์
เมลเบิร์นที่รู้จักกันดีเพื่อการพักผ่อนท่องเที่ยวและการศึกษาแล้ว แต่ละเมืองก็มีจุดเด่นแตกต่างกันไป

     คนออสซี่จะชอบกิจกรรมกลางแจ้ง ชอบนั่งตามชายหาด ไปเดินตลาด ไปห้าง หรือนั่งจิบชาตามร้านอาหาร
     จุดขายของออสเตรเลียคือความไม่แออัด อากาศดี ฟ้าใส และไม่แปลกหน้า เพราะมีคนเอเชียเยอะ นอกจากนี้ยังมีเพื่อนต่างชาติอีกถึง 146 เชื้อชาติ ที่เข้ามารวมตัวอยู่ในออสเตรเลีย
     ส่วนเรื่องอาหาร สิ่งแรกที่มีชื่อเสียงคือ “ไวน์ออสเตรเลีย” ราคาถูกและมีขายทั่วทุกแห่ง เป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญและหลากหลายจนเลือกกันไม่ถูก แต่ละเมืองจะผลิตไวน์รสชาติเฉพาะ เป็นสินค้าพื้นเมืองที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง เปรียบง่ายๆ เหมือนสินค้าโอท็อป แต่คุณภาพระดับชาติ เป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญเทียบเท่าไวน์ฝรั่งเศส ใช้ฉลองได้ทุกเทศกาล
"จิงโจ้" สัตว์สัญลักษณ์แห่งออสเตรเลีย
มหัศจรรย์แห่งธรรมชาติ "โขดหิน 12 Apostles"
     อาหารทะเลประเภทซีฟู้ดไม่ต้องพูดถึง เพราะออสเตรเลียเป็นเกาะมีมหาสมุทรล้อมรอบ อาหารทะลกุ้งมังกร หอย ปู ปลา ทั้งสดทั้งสะอาด แต่ละชนิดขนาดยักษ์ๆ อย่างกุ้งมังกรหรือปูทะเลนั้น ตัวเดียวกินกันได้ทั้งโต๊ะก็ไม่หมด
     ส่วนผลไม้ก็ไม่ต้องกังวล รัฐควีนส์แลนด์สามารถปลูกได้ทั้งทุเรียนและมะม่วง เหมือนประเทศไทย เพียงแต่รสชาติอาจแตกต่างกันไปตามแร่ธาตุในดิน ขณะที่ตอนใต้ของประเทศก็มีลักษณะภูมิอากาศเหมือนยุโรป ฉะนั้นผลไม้ก็มีประเภท “กีวี” เป็นต้น
     ทางด้านธรรมชาติที่ออสเตรเลียมี มากมายจริงๆ ทุกช่วงฤดูกาลจะแตกต่างกันไป สามารถไปดู “วาฬ” สัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้
ในช่วงเดือนมิถุนายน-ตุลาคม เมืองทะเลก็มีจุด ดำน้ำที่สวยที่สุดอย่าง “เกรทแบริเออร์รีฟ” แนวปะการังที่เลื่องชื่อด้วย หากใครชอบพิพิธภัณฑ์ศึกษาประวัติศาสตร์ก็สามารถไปสัมผัสเมืองทองเก่าใน “Victoria” ได้เช่นกัน
     ถ้าเป็นฤดูหนาว ก็มีหิมะตกหนาให้เล่นสกีกันได้ มีศูนย์เรียนรู้ “เพนกวิน” ก็จะมีภาพวงจรชีวิตหรือติดชิพที่นกแต่ละตัว ศึกษาวิถีชีวิตเพนกวินได้ด้วย
     การศึกษาเป็นอีกสิ่งที่คนไทยนิยมไปออสเตรเลียมากขึ้น ก็เพื่อเรียนหนังสือ ตัวเลขของนักเรียนไทยไปออสเตรเลียปีละ 5,000 คน ท่องเที่ยวปีละ 80,000 คน แต่สำนักงานท่องเที่ยวออสเตรเลียประจำประเทศไทยยังไม่พอใจกับตัวเลขนี้ เป้าหมายที่วางไว้ในปีนี้คือ 100,000-150,000 คน


     การขอวีซ่าไปออสเตรเลีย ไม่ใช่เรื่องยาก แต่มีเทคนิคการขอวีซ่าอยู่ง่ายๆ ว่า “อย่ากั๊กข้อมูล” ให้คิดว่าการขอวีซ่าคือการยื่นขอเงินกู้ เพราะวีซ่าคือการให้เครดิตตัวคุณเอง โดยไม่เคยรู้จักกันมาก่อน...
     การเดินทางไปสู่ “ทังกาลูมารีสอร์ท” บนเกาะมอร์ตันอันสวยงามนั้น ต้องนั่งเรือจาก บริสเบนใช้เวลาประมาณ 75 นาที จะได้
เพลิดเพลินกับการให้อาหารโลมาป่า “Wild Dolphin” และนกพีลีแกน สามารถสัมผัสและให้อาหารได้ด้วยตนเอง
     จากนั้นตื่นเต้นและลุ้นระทึกกับการ นั่งรถ 4WD บนเนินทราย และสนุกสนานกับกิจกรรม สไลด์เลื่อนบนผืนทราย ขี่จักรยาน ดำน้ำ และดูวาฬ ในบางช่วงฤดูกาลมีจุดเสริมพิเศษสำหรับผู้ที่สนใจล่องเรือชม “วาฬ” หรือล่องเรือชมพะยูนแสนน่ารักกว่า 200 ตัว ที่มาพร้อมกับโลมาและเต่าทะเล หรือดำน้ำชมปะการังที่สวยที่สุดในโลกอย่าง “Great Barrier Reef” มีพื้นที่มากกว่า 2,000 กม. ซึ่งมีประมาณ 3,400 แนวปะการัง ประกอบด้วยปะการัง 400 ชนิด และ มีปลาประมาณ 1,500 สายพันธุ์แหวกว่ายอยู่ใน บริเวณนี้
     คุณอาจจะเลือกทัวร์เรือ 1 วันเต็ม เพื่อไปที่แนวปะการังเพลิดเพลินกับการดำน้ำแบบสน็อกเกลลิ่ง (Snorkeling) หรือจะดำน้ำแบบ Scuba Diving ก็ได้ ถ้าว่ายน้ำไม่เป็นขอแนะนำให้นั่งเรือตู้กระจกจะได้เห็นภาพใต้ท้องทะเลจากกระจกใต้ท้องเรือ
     นอกจากนี้ยังมี “Seawalk” พาคุณเดินสำรวจใต้ท้องทะเลโดยสวมหมวกจินตนาการหรืออาจจะขึ้น “Scuba Doo” เป็นรถเครื่องพาท่องใต้ทะเลโดยสวมหมวกจินตนาการเช่นเดียวกัน



พลาดไม่ได้ต้องไป
  1. ซิดนีย์ “Sydney Harbour” อ่าวที่สวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก เป็นที่ตั้งของ Sydney Harbour Bridge หรือ สะพานไม้แขวนเสื้อ และ Sydney Opera House ศูนย์ศิลปะการแสดงที่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก, มรดกโลก Blue Mountain และ Sydney Tower อาคารสูงกลางเมืองชมเมือง Sydney
2. เมลเบิร์น ต้องมาที่ The Great Ocean Road ถนนชมวิวชายฝั่งสุดลูกหูลูกตา เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว ตลอดเส้นทางจะได้พบโขดหิน 12 Apostles และ Queen Victoria Market สวรรค์ของนักช็อปปิ้ง
3. บริสเบน แนวปะการัง The Great Barrier Reef มีขนาดเท่ากับเกาะอังกฤษและไอส์แลนด์รวมกัน ใต้ทะเลมีปะการังสวยงามกว่า 2,500 ชนิด

 

“เมลเบิร์น” เมืองระดับโลก
     จะไปเที่ยวออสเตรเลีย ผู้คนมักจะนึกถึง “ซิดนีย์” มากกว่าเมืองอื่นๆ แต่จริงๆ แล้ว ทวีปออสเตรเลียมีแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกอยู่อีกมากมาย “เมลเบิร์น” ก็เป็นอีกเมืองหนึ่งที่น่าสัมผัส...
     เดือนมกราคมของทุกปี นักเทนนิสมือหนึ่งและมือระดับโลกจากทั่วโลก จะเดินทางมาแข่งขันเทนนิสแกรนด์สแลมแรกนั่นคือ “ออสเตรเลียน โอเพ่น 2007” ณ สนามเมลเบิร์น ปาร์ค ริมฝั่งแม่น้ำยาร์ราที่ไหลผ่านกลางเมือง
     ในปีนี้ การแข่งขันเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 15-28 มกราคม เป็นเวลาสองสัปดาห์ที่มีผู้เข้าชมนับแสน ณ สนามกีฬากึ่งมัลติสปอร์ตบันเทิงที่พร้อมจัด
การแสดงอื่นๆ ได้อีก เป็นที่ที่มีความพร้อมที่สุดของโลก
     การท่องเที่ยวเพื่อการชิมอาหารและเทศกาลอาหารต่างๆ กำลังเริ่มได้รับความนิยมในเมืองเมลเบิร์น มีเทศกาลอาหารและไวน์ตลอดทั้งเดือนที่จัดในเดือนมีนาคม
     ถัดมาจะมีเทศกาลเก็บเกี่ยวในเขตพื้นที่ปลูกองุ่นและผลิตไวน์ หลายแห่งจัดงานอาหารพิเศษประจำปีขึ้น โดยเฉพาะสุดสัปดาห์จะเป็นอาหารพิเศษของหุบเขาแคลร์ ที่ได้รับความสนใจมากที่สุด
     “เมลเบิร์น” ยังคงรักษาความงามที่คลาสสิกด้านสถาปัตย์ยุควิคตอเรียนับร้อยปีของเมืองที่เต็มไปด้วยต้นไม้ครึ้ม สวนฟิทซ์รอย สวนขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยดอกไม้นานาพรรณ มีกระท่อมกัปตันคุก นักสำรวจชาวอังกฤษคนสำคัญของโลก ผู้ค้นพบทวีปออสเตรเลียไว้ให้ชม
     ที่สวยงามและน่ารัก เห็นจะเป็นรถรางและภูมิทัศน์ที่มีชีวิตชีวา บริเวณ “ฟลินเดอร์ สตรีท สเตชั่น” สถาปัตยกรรมล้ำสมัยกระจายให้ดูทั่วทุกมุมเมือง เป็นมรดกโลกตกทอดรักษากันมาแต่โบราณ เช่น ทิวทัศน์ถนน โอลเดอร์ฟลีทและเมลเบิร์น ออบเซอร์เวชั่น เดค บนถนนคอลลินส์
     ร้านกาแฟสบายๆ ช่วงฤดูร้อนที่อบอุ่นจะเต็มไปด้วยผู้คนในบรรยากาศแบบสบายๆ ตามถนนที่มีร้านกาแฟและบาร์เก๋ๆ สไตล์อิตาเลียนที่ถนนแซพเพล (Chapel Street) และทูแรค (Toorak Road) ที่เซ้าท์ ยาร์รา (South Yarra) และถนนคอมเมอร์เชียล (Commercial Road) มีร้านสบายๆ .

"ฟลินเดอร์ สตรีท สเตชั่น" สถานีรถไฟเก่าแก่

ออสเตรเลียเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นทวีปที่เล็กที่สุดในโลก และมีประชากรน้อยที่สุดในโลก
     พื้นที่ 7,682,300 ตร.กม.
     เมืองหลวง แคนเบอร์รา
     ภาษา ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก
     น้ำประปา เมืองต่างๆ จะมีน้ำไว้บริการให้ ทุกแห่งปลอดภัยดื่มได้จากก๊อก
     เงินตรา 1 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ประมาณ 29 บาทไทย (สิงหาคม 2550)
     บัตรเครดิต สามารถใช้ได้ตามร้านค้าต่างๆ และมีตู้เอทีเอ็มไว้บริการทั่วไป
     โทรศัพท์ รหัสโทรศัพท์ +61 ทางไกลจากออสเตรเลียกลับเมืองไทยให้กด 0011 ตามด้วย 66 ใส่รหัสเมืองและหมายเลขโทรศัพท์ที่ต้องการ
     เวลา ซิดนีย์และเมลเบิร์นเวลาเร็วกว่าไทย 3 ชั่วโมง แต่ปลายเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนมีนาคม เป็นช่วงที่เรียกว่า “ปรับเวลาให้เร็วขึ้น” (Daylight Saving) ฤดูร้อน เวลาจะเร็วกว่าไทยเพิ่มอีก 1 ชั่วโมง เป็น 4 ชั่วโมง
     อากาศ แบ่งเป็น 2 พื้นที่ ประมาณร้อยละ 40 อยู่ในเขตร้อน ซึ่งอยู่เหนือเส้น ทรอปิคออฟแคปริคอร์น พื้นที่อื่นๆ อยู่ในเขตภูมิอากาศปานกลาง ซึ่งภูมิภาคเหล่านั้นจะมีครบ 4 ฤดู คือ ฤดูร้อน (เดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์) ฤดูใบไม้ร่วง (เดือนมีนาคม-พฤษภาคม) ฤดูหนาว (เดือนมิถุนายน-สิงหาคม) และ ฤดูใบไม้ผลิ (เดือนกันยายน-พฤศจิกายน)
     ส่วนพื้นที่ในเขตร้อนมี 2 ฤดู คือ ฤดูร้อนที่เฉอะแฉะและฤดูหนาวที่แห้งแล้ง

 

     เครื่องแต่งกาย ฤดูร้อนควรสวมเสื้อผ้าบางๆ หรือเสื้อผ้าที่ผลิตจากเส้นใยธรรมชาติ หากพักแถบตอนใต้อาจสวมเสื้อสเวตเตอร์ได้ ในช่วงเย็น สำหรับฤดูหนาว เสื้อผ้าหนาๆ เป็นสิ่งจำเป็นมาก โดยเฉพาะแถบตอนใต้ของประเทศ ที่ออสเตรเลียสามารถหาซื้อเสื้อผ้าฤดูหนาวได้ง่าย แต่งกายได้ตามสบาย
     ไปชายหาดชายทะเล ต้องสังเกตเครื่องหมายความปลอดภัย สัญญาณธงสีแดงและสีเหลืองเป็นจุดที่แสดงว่า “ปลอดภัยเล่น น้ำได้” และให้เล่นอยู่ใกล้ๆ หน่วยอาสาสมัครรักษาความปลอดภัย ยิ่งในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ต้องระวังแมงกะพรุนไฟให้ดีอาจบาดเจ็บได้ โดยเฉพาะที่รัฐควีนส์แลนด์ทางเหนือและแนวปะการัง แบริเออร์ รีฟ จะมีอยู่แทบทุกชายหาด

ไฟฟ้าและปลั๊กไฟ
ใช้กระแสไฟฟ้า 240/250 โวลต์/50 HZ ปลั๊กที่ใช้จะเป็นปลั๊ก 3 ขา แบบแบนเฉียง ควรนำอุปกรณ์แปลงไฟไปด้วย

กรณีฉุกเฉิน...ติดต่อ
สถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์
131 ชั้น 8 macquarie St.Sydney NSW 2000
โทรศัพท์ 9241-2542
โทรสาร 9247-8312
สถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย
โทรศัพท์ 0-2344-6300
โทรสาร 0-2344-6593